นาน มาก แหละ ที่  ข้าพเจ้า  ไม่ได้ เข้ามา Exteen   
เนื่องจาก ลืม หรือ ว่า  มัวแต่ ไปหลง เจ้า Face  บนโลกมายา 
 
ที่จริง ข้าพเจ้า  ว่า ชื่อที่แท้  จิง มันน่าจะ  อ่าน ว่า
    " เฟค "   ............ บุ๊ค........ (Facebook)   ซะมาก  กว่าาาา
 
เคย เจอ ไหม   ความรัก บน โลก  แห่ง   เฟค บุ๊ค (Facebook)
  ไม่เขา จะ มา ชอบ คุณ  
            หรือ
คุณ ไป แอบ ชอบ  เค้า
 
เมื่อ  ผ่าน การ สนทนา ไป หลาย ครั้ง  
 
ตกลงไปด้วย  การขอเบอร์ หรือ  แลก เบอร์  กัน
 
แน่นอน ที่  บทความ  มาแบบ นี้   ข้าพเจ้า ก้อเคย เจอ มา
 
ข้าพเจ้า ก็เชื่อ ว่า  ยังมีหลายๆ คน ที่ยังคงอยู่สถานการณ์ เช่นนี้
 
คุณเคยคิดไหม      ว่า  ...
...  มันจะมีความรัก เช่นนี้ จริงหรือ
...  ความรัก ของ เรา  มันจะไป ได้ ยาว แค่ไหน
...  จริงหรือ ที่ คุณ บอก ว่า  ว่า ไม่มีใคร
 ...  เคย นับ ไหม โทร  หา  หมด ตัง ไป เท่าไหร
...  มันจะจริง หรือ ที่คุณ บอกว่า จะรักคนเดียว   (แต่แอบมีหลายคน )
 
 
 คุณเชื่อไหม ?....
 
...  คุณเชื่่อ ไหม  สักเรา เราจะได้เจอกัน ( ณ ตอนนี้ อยุ่คนละทิศละทาง)
...  คุณ เชื่อ ไหม  รัก ของ เรา ยัง  ไปได้สวยงาม
 ...  คุณเชื่อ ไหม  เราต้อง อยู่ ด้วย กัน 
 
              **************
 
      ข้าพเจ้า ผ่าน มา แล้ว  ครั้ง 1  แต่ ก้อไม่ได้ ทำให้มี เสียใจ อะไร
 
       เพราะ ตั้งแต่  ผ่านศึก หนัก  ครั้ง นั้น มา  
 
       เรื่องของ ความ รัก  แทบ จะ ไม่เคย คิด
 
      ยัง หา คำว่า  รัก  ที่่ แท้จริง  เหมือน แต่ ก่อน ยังไม่ได้
 
    คำกับว่า  รัก ออน เฟส มีแต่ คำว่า รัก ออน เฟคๆ
 
   ตอนนี้ ก็ ยัง คง ไม่ หลาบ ไม่ จำ  ยัง คง วน เวียน   
    กะ เฟส  บุ๊ค   หรือ คนนี้ จะ มี %  ซะด้วย 
 
 
  แต่ ต้น ทาง  แนว ทาง  มัน ก็ เหมือน เดิม ๆ   
 
  แต่  ที่ ได้ เหลา  มา   ......
 
       ฝาก ไว้ กะ บรรดา ออนไลน์ ทั้งหลาย  
 
       รวมถึง ข้าพเจ้า ด้วยเช่น กัน  555
 
 ว่าจะไป เอาจริง เอาจัง กะ ความรัก ไอ้เฟค face มันมากนัก
 
  ลองเอาจริง เอาจัง กะ หน้าที่การงาน ขยันทำมาหากิน 
 
  เป็นห่วง เป็นใย  เอาใจใส่ ต่อ ครอบครัว หรือ พ่อแม่ พี่น้อง ด้วย
 
 
             ขอบคุณ  EXteen  ไว้สำหรับ แลกเปลี่ยน เรื่องราว 
 
                      
By ... วาดฝัน 
 
 
 
 

ความทรงจำ

posted on 17 Jan 2011 16:39 by wadphun

 

           วันนี้มีโอกาสกลับมาเขียนไดอารี่บล็อกอีกครั้ง หลังจากนั่งพักจากการทำงาน ก็เลยมานั่งอัพเดต
เรื่องราว ที่ได้เกิดขึ้นกับข้าพเจ้าตั้งแต่ ปีก่อน จนกระทั่งมาถึงปี่ นี้ 54 ถึงแม้ว่าการเวลาจะเปลี่ยนไป
แต่จิตใจคนเรา กลับทำให้ความทรงจำปีเก่าๆ ยังค้างคาอยุ่ในใจตลอด แม้ไม่ได้ขุดค้นมันขึ้นมา....
แต่ก็มีช่วงเวลาอันว้าเหว่าที่ทำให้คิดถึงเรื่องราว ความทรงจำ อันเก่าๆๆ ในสมอง ....
             ถ้านับวันเวลาก็เกือบ 4 เดือนแล้วที่ เรานั้นกลับมาใช้ชีวิตแบบชีวิตอิสระแบบนี้อีก.....
บางครั้งก็โอเค แต่บางครั้งชีวิตคนเราเน๊อะ ถึงปากบอกว่า อยุ่คนเดียว สบายกว่า แต่อีกกลับกัน
ไอ้ตอนมี มันก็อยากมีชีวิตส่วนตัวบ้าง บางครั้งคราว....แต่บางครั้ง อาจมี เหงา มี ว้าเหว่ บ้าง...
             จากวันนั้น จนวันนี้ ชีวิตข้าพเจ้า เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้าง มาก ไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรมาก
มาย ไปไหนไปกัน อยากไปไหนไปได้หมด ค่ำไหนนอนนั้น เมาไหนนอนนั้น เหมือนกัน 555+
              ชีวิตลูกผู้ชายเฉกเช่นนี้ ไม่มีอะไรมาก ขอแค่ความฝันทุกวันเป็นจริงก็พอ.....
ทุกวันนี้ ความฝันที่แท้จริง คือ การได้ทำในสิ่งที่หวังให้ประสบความสำเร็จ ...
                                         ขอบคุณEXTEEN ที่แบ่งปัน
                                                     J / Wadphun

เพลงของข้าพเจ้า

posted on 21 Dec 2010 13:46 by wadphun
 
 
 
  เอาเพลงที่ทำกับเพื่อน มาให้ลองฟังดู ครับ
 
  เป็นเวอร์ชั่นแรกๆ ตอนหัดทำ  ลองฟังดูก่อนนะครับ
     ขอบคุณเพื่อนๆ ทีมงานทุกคนที่ช่วยกันให้เพลงนี้เกิด 55+ 
 

 

 

 

 

 ข้อปฏิบัติในการใส่บาตร

1. นิมนต์พระ

หลังจากที่เราเตรียมสำรับกับข้าวเรียบร้อยแล้วเราก็ยืนรอพระที่จะเดินบิณฑบาตผ่านมา

การยืนรอพระในขั้นตอนนี้ ควรศึกษาให้ดีเสียก่อนว่า เส้นทางนี้มีพระเดินผ่านหรือไม่

ไม่ใช่ว่าไปรอบนทางสายเปลี่ยวที่ไม่มีพระเดินผ่าน คงไม่ได้ใส่กันพอดี

รอซักพัก พอมีพระเดินมาก็นิมนต์ท่าน

การนิมนต์ ก็ควรใช้คำว่า "นิมนต์ครับ/ค่ะท่าน" แค่นี้พระท่านก็ทราบแล้ว

ตอนเป็นพระเคยเดินบิณฑบาตที่ตลาดเขมร โยมนิมนต์ด้วยถ้อยคำอันรื่นหูว่า

"ท่านเจ้าประคุณเจ้าคะ นิมนต์เจ้าค่ะ" ( ใช้คำไฮโซมาก) มีอีกทีนึงโยมใช้คำว่า

"นิมนต์เจ้าค่ะ พระอาจารย์ " ( เอ่อ โยม อาตมาเพิ่งบวชอาทิตย์เดียว)

การนิมนต์พระควรนิมนต์ด้วยความสำรวมและใช้เสียงดังพอประมาณ

โยมบางคนเรียกพระด้วยเสียงอันดัง "นิ โมนน!!" (แง้ทำไมต้องตะคอกด้วย)

การนิมนต์ควรสังเกตอายุของพระด้วย ถ้าอายุน้อยกว่าเราหรือว่าเยอะกว่าไม่มากก็เรียกว่าหลวงพี่

ถ้ามีอายุหน่อยก็เรียกหลวงน้า ถ้าแก่พรรษามากก็เรียกหลวงตา หรือนอกจากนี้ก็อาจจะเรียกหลวงอ

า หลวงลุง หลวงปู่ฯลฯ แล้วแต่จะลำดับญาติ อย่างฉันปีนี้อายุ ๒๓ ปี หน้าตาค่อนข้างเด็ก

แต่เคยมีโยมใช้คำว่า "นิมนต์ค่ะ หลวงลุง " ทำเอาเสีย self จนอยากสึกออกไปทำ baby face

โยมบางคนคงเขินอายพระ เนื่องจากไม่ค่อยได้ใส่บาตรเท่าไร

เวลาพระเดินมาก็ยื่นมือออกมาทำท่ากวักๆ ทำเหมือนพระเป็นรถเมล์

หลังจากนิมนต์พระ ก็เข้าสู่ขั้นตอนถัดไปคือ

2. จบ


อันนี้ไม่ได้หมายความว่าเรื่องจบแล้วนะ การจบ หมา ยถึง การเอามาทูนไว้ที่หัวแล้วอธิษฐาน

การจบ ควรใช้เวลาอธิษฐานแต่พองาม ไม่ต้องอธิษฐานนานจนเกินไป

เคยมีโยมนิมนต์ไปรับบาตร ไอเราก็เดินไปเปิดฝาบาตรรอรับ

โยมก็จบอยู่ ขอบอกว่านานมากกกกกกก นานจนรู้สึกได้ นานจนอดคิดไม่ได้ว่า

"โยมขออะไรเราน้า ?"

3. ถอดรองเท้า ยืนด้วยเท้าเปล่า


จริงๆแล้ว จุดประสงค์ของการถอดรองเท้าคือเป็นการให้ความเคารพพระสงฆ์โดยการไม่ยืน

สูงกว่าท่าน เพราะเวลาพระสงฆ์บิณฑบาตจะเดินเท้าเปล่า

แต่มีญาติโยมบางคนไม่เข้าใจเกี่ยวกับการถอดรองเท้าซึ่งมีหลายประเภทเหมือนกัน

เช่น บางคนถอดรองเท้าอย่างเรียบร้อยแต่ยืนบนรองเท้า - -" ( สูงกว่าเดิมอีก)

บางคนถอดรองเท้าและยืนบนพื้นจริง แต่ว่าตัวเองยืนบนฟุตบาท

พระยืนบนพื้นถนนซะงั้น (หนักกว่าเก่า) เคยมีเรื่องเล่าว่า มีโยมคนนึงยืนใส่บาตรพระ

พระเห็นว่าโยมใส่รองเท้าเลยแนะนำโยมไปว่า

พระ : "โยม อาตมาว่าโยมควร ถอดรองเท้าใส่บาตร นะ"
โยมมีสีหน้าตกกะใจ ตอบพระไปว่า
โยม : เอ่อ จะดีเหรอคะ
พระ : ไม่เป็นไรหรอกโยม
โยมก็จัดแจงถอดรองเท้า ยกขึ้นมาพร้อมกับถามพระว่า
โยม : จะให้ใส่ข้างเดียวหรือว่าสองข้างเลยคะ
อิบ้า!! ท่านหมายถึงถอดรองเท้าเวลาใส่บาตร ไม่ใช่ถอดรองเท้าเอามาใส่ในบาตร

อันนี้เป็นเรื่องที่หลวงน้าท่านนึงเล่าให้ฟังระหว่างฉันเพล ( เรื่องขำขันขณะฉันเพล)

พอถอดรองเท้าเสร็จก็เข้าสู่ขั้นตอนที่สี่

4. ใส่บาตร


อันนี้ถือเป็นจุดไคลแมกซ์ของการใส่บาตร สิ่งสำคัญที่ทุกคนมองข้ามก็คือควรดูว่า

ของที่นำมาใ